เมลเบิร์น, 6 พ.ค. (ซินหัว) -- วันพุธ (6 พ.ค.) มหาวิทยาลัยโมนาชของออสเตรเลียเปิดเผยว่ายอดผู้เสียชีวิตที่เชื่อมโยงกับคลื่นความร้อนในแต่ละปีในออสเตรเลีย อาจเพิ่มขึ้นเกือบ 6,000 รายภายในปี 2100 ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพิ่มขึ้นจากตัวเลขเดิมที่ราว 250 รายต่อปีในช่วงปี 2016-2019
งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารเดอะ แลนเซ็ต แพลนเนตทารี เฮลธ์ (The Lancet Planetary Health) ระบุว่าในภูมิภาคร้อนที่สุดบางแห่งของออสเตรเลีย เช่น ทามาร์รูร์ ในดินแดนนอร์ธเทิร์น เทอร์ริทอรี อัตราการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความร้อนอาจเพิ่มถึงร้อยละ 4,412 ส่วนในภูมิภาคที่เผชิญอากาศร้อนน้อยที่สุด อาทิ พื้นที่ชายฝั่งตะวันตกของรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ยังคงได้รับผลกระทบรุนแรง โดยมีอัตราการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความร้อนเพิ่มขึ้นร้อยละ 356
นอกจากนี้ มีการคาดการณ์ว่าภายในช่วงทศวรรษ 2090 อัตราการเสียชีวิตส่วนเกินเฉลี่ยต่อปีในดินแดนนอร์ธเทิร์น เทอร์ริทอรีจะสูงถึง 33.9 รายต่อประชากร 1 แสนคน ตามด้วยรัฐควีนส์แลนด์ 18.4 ราย และรัฐนิวเซาท์เวลส์ 12.8 ราย
ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยฯ กล่าวว่าการคาดการณ์เหล่านี้เน้นย้ำความจำเป็นเร่งด่วนในการใช้มาตรการบรรเทาผลกระทบแบบบูรณาการ ควบคู่กับแนวทางการปรับตัวที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ
คณะนักวิจัยระบุว่าคลื่นความร้อนหรือสภาวะอากาศร้อนจัดต่อเนื่อง เชื่อมโยงกับจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้นจากโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินหายใจ ไต และอาการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับสภาวะอากาศร้อน โดยการตรวจสอบข้อมูลสภาพภูมิอากาศในกว่า 2,200 ชุมชนทั่วออสเตรเลีย พบว่าผลกระทบนี้ตกอยู่กับกลุ่มเปราะบางอย่างไม่สมสัดส่วน โดยเฉพาะชุมชนพื้นเมือง และผู้ที่อาศัยในพื้นที่ชนบทและเขตรายได้น้อย ซึ่งยังขาดแคลนระบบทำความเย็นและทรัพยากรทางการแพทย์ที่เพียงพอ
ทั้งนี้ นักวิจัยเตือนว่าหากปราศจากมาตรการบรรเทาผลกระทบและการปรับตัวที่สอดประสานกัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะยิ่งซ้ำเติมผลกระทบทางสุขภาพที่เกิดจากสภาพอากาศร้อนจัดรุนแรง และทำให้ระบบสาธารณสุขต้องแบกรับภาระเพิ่มมากขึ้น

(แฟ้มภาพซินหัว : ผู้คนดื่มกาแฟริมถนนในกรุงแคนเบอร์ราของออสเตรเลีย วันที่ 8 พ.ค. 2025)