
(แฟ้มภาพซินหัว : คนเข้าเยี่ยมชมบูธของทีซีแอล ซีเอสโอที ที่งานดิสเพลย์ วีก 2026 ในเมืองลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ วันที่ 5 พ.ค. 2026)
ซาคราเมนโต, 28 พ.ค. (ซินหัว) -- ผลการศึกษาเชิงประจักษ์ครั้งใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการจ้างงานชื่อ "ความหลากหลายทางอัลกอริทึมที่ต่ำในการจ้างงาน" (Algorithmic Monocultures in Hiring) ซึ่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยแชปแมน และมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์นของสหรัฐฯ ร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้สมัครงาน 3.4 ล้านคน ที่ยื่นใบสมัคร 4 ล้านครั้งไปยังนายจ้าง 156 รายใน 11 ภาคธุรกิจ พบความเหลื่อมล้ำทางเชื้อชาติที่ชัดเจนในผลการคัดเลือกผู้สมัครงาน
รายงานระบุระบุว่าปัญญาประดิษฐ์กำลังพลิกโฉมทั้งปริมาณและกระบวนการจ้างงาน ปัจจุบันมีนายจ้างในสหรัฐฯ มากกว่าร้อยละ 90 ใช้ระบบอัลกอริทึมการจ้างงานในการคัดกรองผู้สมัครงาน โดยร้อยละ 14.74 ของใบสมัครที่ยื่นโดยผู้สมัครชาวเอเชีย และร้อยละ 25.87 ของใบสมัครที่ยื่นโดยผู้สมัครคนผิวดำ ถูกส่งไปยังตำแหน่งงานที่ระบบคัดกรองส่งผลเสียต่อกลุ่มคนเหล่านี้ หากอ้างอิงตามมาตรฐานการเลือกปฏิบัติในการจ้างงานของสหรัฐฯ
คณะนักวิจัยเผยว่าหากปัญญาประดิษฐ์แนะนำผู้สมัครคนผิวดำและชาวเอเชียในอัตราเดียวกับกลุ่มที่ได้รับความสนใจในการจ้างงานมากที่สุด (โดยทั่วไปคือผู้สมัครคนผิวขาว) จะทำให้ใบสมัครของผู้สมัครคนผิวดำและชาวเอเชียอีก 40,000 ใบ ผ่านเข้าสู่ขั้นต่อไปของกระบวนการจ้างงาน
นอกจากนั้นคณะนักวิจัยยังตรวจสอบ "ความหลากหลายทางอัลกอริทึมที่ต่ำ" ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่บรรดานายจ้างพึ่งพาระบบอัลกอริทึมการจ้างงานจากผู้ให้บริการรายเดียวกัน ทำให้การประเมินของอัลกอริทึมเชิงลบเพียงครั้งเดียวอาจส่งผลกระทบต่อโอกาสของผู้สมัครในบริษัทต่างๆ หลายแห่งที่ใช้ระบบอัลกอริทึมการจ้างงานเดียวกัน
ทั้งนี้ ผลการศึกษาไม่ได้ชี้ชัดว่ามีนายจ้างรายใดละเมิดกฎหมายหรือไม่ หรือผู้สมัครที่ถูกปฏิเสธประสบความสำเร็จในการหางานทำในท้ายที่สุดหรือไม่ พร้อมแนะนำนายจ้างและผู้ตรวจสอบบัญชีประเมินเครื่องมือการจ้างงานอัตโนมัติในระดับตำแหน่งงานแต่ละตำแหน่งมากกว่าพึ่งพาผลลัพธ์ภาพรวมของทั้งบริษัทหรือผู้ให้บริการระบบอัลกอริทึมการจ้างงาน