
(แฟ้มภาพซินหัว : คลื่นสูงที่เกิดจากลมแรงในเมืองซาดาร์ของโครเอเชีย วันที่ 21 ส.ค. 2025)
เมลเบิร์น, 6 มิ.ย. (ซินหัว) -- มหาวิทยาลัยเมลเบิร์นของออสเตรเลียเผยเมื่อวันพฤหัสบดี (4 มิ.ย.) ว่าคณะนักวิทยาศาสตร์ได้ติดตามคลื่นในมหาสมุทรที่เกิดจากพายุในทวีปแอนตาร์กติกาไปจนถึงรัฐอะแลสกาของสหรัฐฯ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่สามารถวัดการเดินทางข้ามโลกของคลื่นในมหาสมุทรเป็นระยะทาง 14,000 กิโลเมตรได้อย่างแม่นยำ
รายงานระบุว่าคณะนักวิจัยได้ติดตามคลื่นใต้น้ำ (swell) ในมหาสมุทรใต้จากการใช้ข้อมูลจากทุ่นลอย 300 ตัว ซึ่งเผยให้เห็นว่าพายุในแอนตาร์กติกามีอิทธิพลต่อการก่อตัวของคลื่นทั่วโลกอย่างไร
ผลการศึกษาซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสภาวิจัยออสเตรเลีย (Australian Research Council) พบว่าคลื่นใต้น้ำซึ่งเกิดจากพายุขนาดใหญ่สามารถเดินทางได้ไกลหลายพันกิโลเมตร โดยคลื่นที่มีความยาวมากกว่าจะเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าคลื่นที่มีความยาวสั้นกว่า
ศาสตราจารย์เอียน ยัง (Ian Young) หัวหน้าคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยฯ และผู้เขียนหลักของการศึกษา ระบุว่าเรามักเข้าใจว่าคลื่นเกิดจากแรงลมในสภาพแวดล้อมโดยรอบ ทว่าแท้จริงแล้ว นักวิทยาศาสตร์ทราบมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 ว่าคลื่นส่วนใหญ่ก่อตัวจากลมแรงในพายุภูมิภาคขั้วโลก และคลื่นจำนวนมากเริ่มต้นการเดินทางจากมหาสมุทรตอนใต้
ทุ่นลอยน้ำที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้มีขนาดใหญ่กว่าลูกบาสเกตบอลเล็กน้อย สามารถลอยไปตามกระแสน้ำและคลื่นอย่างอิสระ พร้อมทั้งส่งข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งทุกชั่วโมง โดยวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลปี 2023 จากบริเวณเส้นศูนย์สูตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีลมอ่อน ทำให้คลื่นส่วนใหญ่เป็นคลื่นใต้น้ำที่เดินทางมาจากพายุที่อยู่ห่างไกล โดยใช้ทุ่นลอยน้ำติดตามคลื่นที่เคลื่อนตัวห่างกันถึง 300 เมตร และพบว่าทั้งหมดมีต้นกำเนิดมาจากพายุ
ผลการศึกษาพบว่า "คลื่นที่ยาวที่สุดและเคลื่อนที่เร็วที่สุด" ใช้เวลาเพียง 12 วันในการเดินทางจากแอนตาร์กติกาถึงอะแลสกา ขณะที่คลื่นที่สั้นกว่าจะใช้เวลาราว 15-17 วัน โดยความสูงของคลื่นลดลงจากราว 10 เมตร เหลือเพียงประมาณ 10 เซนติเมตรตลอดการเดินทาง
เอียน ยัง สำทับว่าคลื่นใต้น้ำเป็นสิ่งที่วัดได้ยาก แต่มีผลกระทบอย่างมากต่อการเกิดน้ำท่วมบริเวณชายฝั่ง การกัดเซาะชายหาด การวางเส้นทางเดินเรือ และชั้นบรรยากาศ เนื่องจากระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในสิ่งแวดล้อมได้รับอิทธิพลจากคลื่น โดยเขาคาดว่าคลื่นในมหาสมุทรจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากพายุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและมีขนาดใหญ่ขึ้นในมหาสมุทรใต้
อนึ่ง การศึกษาดังกล่าวเป็นความร่วมมือของคณะนักวิจัยจากออสเตรเลีย สหรัฐฯ จีน นิวซีแลนด์ ชิลี และเอกวาดอร์ ได้รับการเผยแพร่ในวารสารเจอร์นัล ออฟ จีโอฟิสิกส์ รีเสิร์ช: โอเชียนส์ (Journal of Geophysical Research: Oceans)