

(ภาพจากผู้ให้สัมภาษณ์ : หุ่นยนต์ตรวจสอบอัจฉริยะตรวจสอบอุณหภูมิที่ฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในเขตผิงกู่ กรุงปักกิ่งของจีน)
จี่หนาน, 29 ส.ค. (ซินหัว) -- การเพาะเลี้ยงสัตว์ในฟาร์มขนาดใหญ่ในอดีตมักอาศัยแรงงานคนและประสบการณ์เป็นหลัก แต่ปัจจุบันฟาร์มหลายแห่งเริ่มหันมาพึ่งพาข้อมูล อุปกรณ์ และการบริหารจัดการด้วยระบบอัจฉริยะเพิ่มมากขึ้น อย่างเช่นที่ฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ในเขตผิงกู่ กรุงปักกิ่งของจีน ซึ่งมีระบบอัตโนมัติทำหน้าที่ให้อาหาร จ่ายน้ำ และเก็บไข่ โดยมีหุ่นยนต์รับหน้าที่เดินตรวจตราตามโรงเรือน ทั้งยังบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้รวมถึงวางแนวทางการใช้ระบบผู้ดูแลฟาร์มดิจิทัลและระบบตรวจสอบอัจฉริยะ เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมาย " 1 คน ดูแลไก่ 1.68 แสนตัว" ได้สำเร็จ
สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทไทยในจีนกำลังมองหาโอกาสใหม่จากการปรับเปลี่ยนและยกระดับอุตสาหกรรมดั้งเดิมของจีน และกำลังกำหนดบทบาทใหม่ให้ตนเอง จากนักลงทุนและผู้ผลิต สู่ผู้ใช้เทคโนโลยี ผู้ร่วมมือในอุตสาหกรรม และผู้ส่งเสริมความร่วมมือในระดับภูมิภาค ในช่วงที่จีนกำลังเร่งเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม อาทิ เกษตรกรรม พลังงาน และการผลิต ไปสู่ระบบอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การเปลี่ยนแปลงข้างต้นกำลังเกิดขึ้นกับโรงงานของบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานระดับนานาชาติของไทย ในเมืองสือเจียจวง มณฑลเหอเป่ยด้วยเช่นกัน เนื่องจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนของบ้านปูกำลังสำรวจโครงการการใช้ชีวมวลร่วมเผาไหม้ (Biomass Co-firing) โดยอัตราการใช้ชีวมวลทดแทนสูงสุดอยู่ที่ร้อยละ 10 และคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 24,000 ตันต่อปี สะท้อนถึงการเปลี่ยนจากผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนแบบเดิมไปสู่ผู้ให้บริการพลังงานแบบบูรณาการ
นับตั้งแต่เข้ามาดำเนินธุรกิจในจีนเมื่อปี 2003 บ้านปูดำเนินการขยายธุรกิจในภาคพลังงาน ครอบคลุมทั้งการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อน พลังงานหมุนเวียน และระบบกักเก็บพลังงาน สร้างระบบธุรกิจที่ครอบคลุมทั้งด้านทรัพยากร การผลิต และเทคโนโลยี
ปัจจุบันบ้านปูดำเนินธุรกิจใน 6 มณฑลของจีน ประกอบด้วยเหมืองถ่านหิน 2 แห่ง โรงไฟฟ้าพลังความร้อน 4 แห่ง โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 7 แห่ง และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน 1 แห่ง
ไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนเดินหน้าเพิ่มการเปิดกว้างในระดับสูงและปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง สร้างโอกาสและพื้นที่สำหรับการดำเนินธุรกิจให้กับบริษัทต่างชาติ รวมถึงบริษัทไทย โดยในปี 2025 มูลค่าการค้าทวิภาคีของจีนกับไทยอยู่ที่ราว 1.53 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.08 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.4 เมื่อเทียบปีต่อปี ในจำนวนนี้ จีนนำเข้าสินค้าจากไทย 4.97 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.64 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.9 เมื่อเทียบปีต่อปี

(ภาพจากผู้ให้สัมภาษณ์ : โรงไฟฟ้าพลังความร้อนของบริษัท บ้านปู จำกัด ในเมืองสือเจียจวง มณฑลเหอเป่ยทางตอนเหนือของจีน)

(ภาพจากผู้ให้สัมภาษณ์ : โรงไฟฟ้าพลังความร้อนของบริษัท บ้านปู จำกัด ในเมืองโจวผิง มณฑลซานตงทางตะวันออกของจีน)