นิวยอร์ก, 3 ต.ค. (ซินหัว) -- การหยุดงานประท้วงของคนงานท่าเรือหลายแห่งในรัฐเมนจนถึงรัฐเท็กซัสของสหรัฐฯ เมื่อวันอังคาร (1 ต.ค.) ซึ่งนำโดยสหภาพคนงานท่าเรือที่มีสมาชิกสูงราว 45,000 คน และนับเป็นการหยุดงานประท้วงครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1977 ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของท่าเรือทั่วชายฝั่งตะวันออกและชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก
รายงานระบุว่าการหยุดงานประท้วงข้างต้นมีสาเหตุจากสมาคมคนงานท่าเรือระหว่างประเทศต้องการเรียกร้องการขึ้นค่าจ้าง รวมถึงห้ามใช้ระบบอัตโนมัติกับเครน ประตู และรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ภายในท่าเรือ 36 แห่งของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นกลุ่มท่าเรือที่รับรองการขนส่งสินค้าจากเรือราวครึ่งหนึ่งของประเทศ
อย่างไรก็ดี การหยุดงานประท้วงนี้สร้างความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญ และอาจนำสู่ความล่าช้าและการหยุดชะงักของการขนส่งสินค้าต่างๆ ตั้งแต่ของสดจนถึงยานยนต์ในสหรัฐฯ
ท่าเรือหลายสิบแห่งที่การดำเนินงานต้องหยุดชะงักเป็นท่าเรือที่รับรองการขนส่งชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักร ยา และอาหาร รวมถึงสินค้าอื่นๆ โดยการหยุดงานประท้วงเพื่อข้อเรียกร้องข้างต้นของสมาชิกสหภาพฯ ผู้ทำงานขนถ่ายสินค้าและบำรุงรักษาอุปกรณ์ท่าเรือ ทำให้สินค้าบางส่วนต้องคงค้างอยู่ตามท่าเรือที่ยังคงปิดทำการ
ดักลาส เคนท์ ผู้บริหารสมาคมการจัดการห่วงโซ่อุปทาน เผยว่าการหยุดชะงักของการขนถ่ายสินค้าจากเรือหมายถึงการหยุดชะงักของทั้งวงจรการค้า โดยสินค้าเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ต้องค้างเติ่งอยู่กลางทะเลหรือคลังสินค้า หากการหยุดงานประท้วงยังคงไม่จบลง
รายงานเสริมว่าบรรดาผู้ค้าปลีกรายใหญ่เตรียมการรับมือการหยุดงานประท้วงมานานหลายเดือนด้วยการกักตุนสินค้าล่วงหน้าและเปลี่ยนเส้นทางขนส่งสินค้าบางส่วนไปยังท่าเรือแห่งอื่นๆ แต่ผู้บริโภคอาจเริ่มเผชิญความล่าช้าของการจัดส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อ หากการหยุดงานประท้วงยังคงยืดเยื้อต่อไป