
หนานหนิง, 22 ก.ค. (ซินหัว) -- เมื่อไม่นานนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ได้เดินทางเยือนมหานครเซี่ยงไฮ้ เมืองเฉิงตู และกรุงปักกิ่งของจีนระหว่างวันที่ 16-20 ก.ค. ซึ่งถือเป็นการเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (WAIC) ปี 2026 และการประชุมระดับสูงว่าด้วยธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์โลก รวมถึงการประชุมด้านการลงทุนและเศรษฐกิจ (ซื่อชวน) จีน-ไทย และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระดับทวิภาคี
ฝ่ายจีนและฝ่ายไทยได้ออก "แถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันสู่ความเจริญรุ่งเรือง" โดยบรรดาผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมมองว่าสิ่งเหล่านี้ถือเป็นจุดเริ่มต้น "50 ปีทอง" รอบใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไทย
พานเยี่ยนเสียน นักวิจัยจากวิทยาลัยอาเซียน มหาวิทยาลัยชนชาติกว่างซี มองว่าการเยือนจีนของอนุทินได้สานต่อการดำเนินงานตามฉันทามติสำคัญของผู้นำสองประเทศ ขณะไทยเร่งผลักดันยุทธศาสตร์ยกระดับอุตสาหกรรม "ไทยแลนด์ 4.0" (Thailand 4.0) ซึ่งต้องการนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ทรัพยากรห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่ครบวงจร และพื้นที่ตลาดขนาดใหญ่ เพื่อแก้ไขปัญหาคอขวดของการเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรมและบ่มเพาะตัวขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ๆ
หลงกุ้ยเจี๋ย รองศาสตราจารย์ประจำสถาบันวิจัยจีน-อาเซียน มหาวิทยาลัยกว่างซี มองว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นวาระใหม่อันโดดเด่นที่สุดในการเยือนจีนของอนุทิน แตกต่างจากอดีตที่หากพูดถึงความร่วมมือจีน-ไทยมักเป็นเรื่องสินค้าเกษตร การท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน และการผลิตแบบดั้งเดิม โดยการเยือนจีนของอนุทินจะช่วยแปรมิตรภาพดั้งเดิมอย่าง "จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน" เป็นพลังขับเคลื่อนสู่ความทันสมัยร่วมกันและเขียนบทใหม่ของ 50 ปีทองรอบใหม่ของความสัมพันธ์ทวิภาคี
กลุ่มนักวิเคราะห์มองว่าปัจจุบันไทยกำลังส่งเสริมการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเพื่อรักษาสถานะศูนย์กลางการผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควบคู่กับการขยายสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การผลิตอัจฉริยะ อุตสาหกรรมสีเขียว และการบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ขณะที่จีนได้สร้างจุดแข็งด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมในสาขาปัญญาประดิษฐ์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ยานยนต์พลังงานใหม่ และหุ่นยนต์ ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความต้องการและขีดความสามารถที่เกื้อหนุนกันในระดับสูง
เหลยเสี่ยวหัว รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สถาบันบัณฑิตสังคมศาสตร์แห่งกว่างซี มองว่าการเยือนจีนของอนุทินจะช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศ และช่วยให้ไทยได้ใช้ประโยชน์จากตลาด การลงทุน และเทคโนโลยีของจีนในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ ยานยนต์พลังงานใหม่ และพลังงานสะอาด ทำให้จีนมีบทบาทในการเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรมของไทยยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทย และไทยเป็นคู่ค้ารายสำคัญของจีนในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดและตลาดส่งออกสินค้าเกษตรขนาดใหญ่ที่สุดของไทยติดต่อกัน 13 ปี มีมูลค่าการค้าทวิภาคีในปี 2025 อยู่ที่ราว 1.53 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.18 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.4 เมื่อเทียบปีต่อปี
นอกจากนั้นจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเยือนไทยในปี 2026 สูงถึง 2.65 ล้านคน เมื่อนับถึงต้นเดือนกรกฎาคม ขณะเดียวกันจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางเยือนจีนพุ่งสูงขึ้นเช่นกัน พร้อมกับความนิยมวรรณกรรมออนไลน์ ละครออนไลน์ และเกมออนไลน์ของจีนที่เพิ่มขึ้นในหมู่หนุ่มสาวชาวไทย
จริยา อุ่นทอง อาจารย์ชาวไทยในกว่างซี มองว่าความร่วมมือระหว่างไทยกับจีนขยายจากสินค้าเกษตรและการท่องเที่ยวสู่ปัญญาประดิษฐ์ เศรษฐกิจดิจิทัล การบินและอวกาศ และพลังงานสะอาด โดยการเยือนจีนของอนุทินเป็นดังหมุดหมายเริ่มต้น 50 ปีทองรอบใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน

(ภาพจากศุลกากรนครหนานหนิง : เจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำด่านโหย่วอี้กวนหรือด่านมิตรภาพในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีนตรวจสอบทุเรียนนำเข้าจากไทย)

(ภาพจากศุลกากรนครหนานหนิง : เจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำด่านโหย่วอี้กวนหรือด่านมิตรภาพในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีนตรวจสอบทุเรียนนำเข้าจากไทย)