สือเจียจวง, 27 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อไม่นานนี้ ดร. วิรุฬห์ พิชัยวงศ์ภักดี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางไทย-จีน ซึ่งเข้าร่วมการประชุมธรรมาภิบาลโลก (สยงอัน) ปี 2026 ในเขตใหม่สยงอัน มณฑลเหอเป่ยทางตอนเหนือของจีน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวว่าจีนมีบทบาทนำอันโดดเด่นมากขึ้นในด้านธรรมาภิบาลโลก โดยกำลังการผลิตใหม่ที่มีคุณภาพของจีนกำลังขยับขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ยุโรป แอฟริกา และกลุ่มประเทศโลกใต้ผ่านความร่วมมือด้านเทคโนโลยี การลงทุนอันเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการยกระดับอุตสาหกรรม ซึ่งเพิ่มโอกาสให้กลุ่มประเทศอาเซียน รวมถึงไทย
วิรุฬห์กล่าวว่าปัจจุบันมีการทวนกระแสโลกาภิวัตน์เพิ่มขึ้น กอปรกับเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ลัทธิเอกภาคีนิยมหรือการกระทำเพียงฝ่ายเดียว และการกีดกันทางการค้า รวมถึงการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียมกันในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งสร้างกำแพงทางเทคโนโลยีและถีบถ่างช่องโหว่ของการพัฒนา ดังนั้นการปรับปรุงธรรมาภิบาลโลกเป็นโจทย์สำคัญแห่งยุคสมัยที่สังคมต้องร่วมกันตอบโดยเร็วที่สุด ขณะแผนริเริ่มธรรมาภิบาลระดับโลกที่จีนเสนอนั้นเปี่ยมด้วยภูมิปัญญาทางการเมือง พร้อมส่งเสริมแนวคิดการสร้างประชาคมมนุษยชาติที่มีอนาคตร่วมกันอีกด้วย
คุณูปการของจีนต่อธรรมาภิบาลโลกไม่ได้จำกัดอยู่ที่เพียงแผนริเริ่มธรรมาภิบาลระดับโลกเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการแสดงให้เห็นว่าโลกสามารถรักษาระบบระเบียบโดยปราศจากการแข่งขันหาผู้แพ้ผู้ชนะและสันติภาพเกิดขึ้นได้จากการพัฒนาร่วมกันผ่านแผนริเริ่มต่างๆ เช่น แผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการพัฒนาแบบเปิดกว้าง โดยกำลังการผลิตใหม่ที่มีคุณภาพของจีน ทั้งยานยนต์พลังงานใหม่ พลังงานสะอาด ปัญญาประดิษฐ์ และเศรษฐกิจดิจิทัล กำลังขยายเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ยุโรป แอฟริกา และกลุ่มประเทศโลกใต้ ซึ่งลดต้นทุนการสร้างความทันสมัยและเพิ่มศักยภาพการพัฒนาของประเทศเหล่านั้น
วิรุฬห์มองว่าความร่วมมือระหว่างจีนกับกลุ่มประเทศอาเซียนนั้นมีขอบเขตกว้างใหญ่ เพราะจีนได้สั่งสมเทคโนโลยีและขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรม ขณะอาเซียนมีสถานการณ์การประยุกต์ใช้งาน ทรัพยากรทางภาษา และอุปสงค์ความต้องการของตลาดที่หลากหลาย โดยอาเซียนกำลังกลายเป็นฐานการผลิตและศูนย์กลางความร่วมมือของบริษัทยานยนต์พลังงานใหม่จากจีน ทำให้มีการกระชับความร่วมมือด้านการผลิตในท้องถิ่น เทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการสร้างห่วงโซ่อุปทานในหลายประเทศ เช่น ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งสร้างโอกาสใหม่ด้านการยกระดับอุตสาหกรรม การจ้างงาน และการเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันของท้องถิ่น